BabyZone Fanpage ภาษาไทย
English
   มุมพ่อแม่ / หัวใจในท้องเเม่
บทความและสาระน่ารู้

หัวใจในท้องเเม่


การตั้งครรภ์เป็นช่วงเวลาที่แสนวิเศษค่ะ ว่าที่คุณแม่หลายๆ รายต่างใจจดจ่ออยู่กับการดูแลครรภ์ให้ดีที่สุด เพราะเจ้าตัวน้อยในครรภ์ เปรียบเสมือนหัวใจดวงน้อยๆ ของคุณไปเสียแล้ว จึงไม่น่าจะแปลกหากจะบอกว่าขณะที่คุณดูแลลูกน้อยในครรภ์ คุณก็กำลังดูแลหัวใจอีกดวงที่เพิ่มเข้ามาอยู่ในท้องไปพร้อมๆ กันด้วย ว่าแต่หัวใจของเจ้าตัวน้อยที่อยู่ในครรภ์ของคุณ มีพัฒนาการอย่างไร และจะดูแลอย่างไรดี เรามาหาคำตอบไปพร้อมๆ กันดีกว่าค่ะ

อยู่ๆก็มีหัวใจอยู่ในท้อง


ทุกช่วงเวลาของการตั้งครรภ์ถือเป็นเรื่องมหัศจรรย์...ว่าไหมคะ อยู่ดีๆ ก็มีหัวใจดวงน้อยๆ อีกดวงมา
เต้นอยู่ในร่างกายของเรา ว่าแต่หัวใจดวงน้อยๆ เริ่มออกสเต็ปจังหวะหัวใจเมื่อไรกันนะ มาดูกันดีกว่าค่ะ 
กว่าที่คุณพ่อคุณแม่จะได้เห็นเจ้าตัวน้อยในครรภ์เป็นรูปเป็นร่างนั้นต้องผ่านพัฒนาการหลายขั้นตอนเลยนะคะ ซึ่งพัฒนาการแรกๆ ของการฟอร์มตัวเป็นรูปร่างนั้น หนีไม่พ้นระบบไหลเวียนโลหิต และหัวใจค่ะ ขณะที่คุณแม่ตั้งครรภ์ได้ประมาณ 4 สัปดาห์ หัวใจจะเริ่มพัฒนา โดยตัวอ่อนในครรภ์ของคุณแม่ในช่วงแรกนี้จะประกอบไปด้วยเซลล์เพียง 150 เซลล์เท่านั้น และเซลล์จะแบ่งชั้นเนื้อเยื่อออกเป็น 3 ชั้น คือ ชั้นนอก ชั้นกลาง และชั้นใน โดยเนื้อเยื่อส่วนที่จะพัฒนาเป็นหัวใจคือเนื้อเยื่อชั้นกลาง ซึ่งมีความทนทานมากเป็นพิเศษ ซึ่งนอกจากเนื้อเยื่อชั้นกลางจะพัฒนาเป็นหัวใจแล้วก็ยังพัฒนาไปเป็น ไต ระบบอวัยวะสืบพันธุ์กระดูก กระดูกอ่อน กล้ามเนื้อ เส้นเอ็น อีกด้วย 

ประมาณ 5 สัปดาห์ หัวใจของเจ้าตัวน้อยจะพัฒนาจากช่องทางเล็กๆ 2 ช่องที่เรียกว่า Heart Tubes ซึ่งเจ้า Heart Tubes นี้ทำงานหนักตั้งแต่แรกเริ่มเลยทีเดียวค่ะ มันจะต่างทำหน้าที่เต้นเป็นจังหวะ ซึ่งเมื่อ Heart Tubes ทั้ง 2 เชื่อมต่อกันแล้วหัวใจของลูกน้อยก็จะเริ่มทำงานอย่างเป็นระบบมากขึ้นเมื่อคุณแม่อายุครรภ์ประมาณ 6 สัปดาห์ หัวใจของลูกจะเต้นเร็วกว่าหัวใจของคุณแม่ถึง 2 เท่า และเริ่มที่จะแบ่งออกเป็นห้องซ้าย และห้องขวา ในช่วงเวลานี้คุณพ่อคุณแม่จะสามารถเห็นหัวใจของลูกผ่านการอัลตราซาวนด์ได้แล้ว
 
การดูแลตัวเองในช่วงนี้ เป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะหากคุณแม่ได้รับเชื้อไวรัสต่างๆ เช่น หัดเยอรมัน หรือคุณแม่ที่เป็นเบาหวาน หรือรับประทานยาบางชนิด สิ่งเหล่านี้อาจส่งผลกระทบต่อหัวใจของลูก ทำให้หนูน้อยหัวใจพิการแต่กำเนิดได้ค่ะ


ขอบคุณข้อมูลดีๆจาก บันทึกคุณเเม่

Photo credit : babymed.com
ขอขอบคุณภาพประกอบและบทความ : www.anmum.co.th

 
© Copyright 2001- ภาษาไทย ใช้ได้ดีกับ IE10, Chrome, Firefox 1024x768