AppBabyZone on Facebook BabyZone Fanpage ภาษาไทย
English
   มุมพ่อแม่ / การเปลี่ยนแปลงทางร่างกายและจิตใจขณะตั้งครรภ์
บทความและสาระน่ารู้

การเปลี่ยนแปลงทางร่างกายและจิตใจขณะตั้งครรภ์

 

เมื่อมีการตั้งครรภ์สตรีอาจมีความรู้สึกที่แตกต่างไปจากปกติและรู้สึกถึงความไม่สบายที่ดังต่อไปนี้ 


1.  การเจ็บคัดเต้านม 

            จะมีอาการเจ็บคัดเต้านมมากกว่าการเจ็บคัดเมื่อใกล้จะมีประจำเดือนแต่ละ เดือน  มักเริ่มต้นเจ็บบริเวณใกล้หัวนม  ต่อมาสังเกตว่าเต้านมทั้งเต้าเต่งและคัดมากขึ้น  และขยายใหญ่ขึ้นนับแต่เดือนที่สองเป็นต้นไป  อาการเจ็บจะทุเลาเมื่อเข้าเดือนที่สาม  สีของหัวนมจะคล้ำกว่าเดิม  ลานข้างหัวนมจะมีสีคล้ำและขนาดใหญ่ขึ้น  เมื่ออายุครรภ์มากขึ้นบางคนจะเห็นมีเส้นเลือดใกล้ผิวหนังของเต้นนมเด่นชัด ขึ้น

อาการนี้เกิดจากอิทธิพลของฮอร์โมนที่เกิดขึ้นขณะตั้งครรภ์  ทำให้มีเลือดออกมาเลี้ยงมากขึ้น  และต่อมน้ำนมขยายตัวมากขึ้น  เพื่อเตรียมสร้างน้ำนมต้อนรับลูกที่จะเกิดขึ้นมา  อาจต้องมีการใส่ยกทรงที่เหมาะสมเพื่อพยุงเต้านมที่โตขึ้นและน้ำหนักมากขึ้น โดยทั่ว ๆ ไป จะต้องเปลี่ยนยกทรงถึง 2 ครั้ง ในช่วงไตรมาศแรก และไตรมาศที่ 2

 

 

2.  อาการปัสสาวะบ่อย  

            จะรู้สึกได้ชัดเจนขึ้น  หลังจากขาดประจำเดือนแล้ว 1-2 สัปดาห์  ไปจนถึง  12  สัปดาห์  เป็นเพราะมดลูกที่ขยายใหญ่ขึ้นไปเบียดกระเพาะปัสสาวะให้มีปริมาตรรับปัสสาวะ ได้น้อยลง  ประกอบกับการเปลี่ยนแปลงการไหลเวียนโลหิตที่มากขึ้นบริเวณอุ้งเชิงกรานทำให้ รู้สึกปวดปัสสาวะง่ายขึ้นกว่าปกติ  จนทำให้ต้องลุกขึ้นมาปัสสาวะตอนกลางคืนบ่อยกว่าปกติ  จนอาจรู้สึกรบกวนการนอน

อาการนี้จะรบกวนผู้ตั้งครรภ์ไปจนถึง 3 เดือน  หลังจากนั้นจะเคยชินและมดลูกโตพ้นอุ้งเชิงกราน  ภาวะการกดทับกระเพาะปัสสาวะลดลง  อาการปัสสาวะบ่อยก็ลดลงด้วย จนถึงประมาณเดือนที่ 7-8 ของการตั้งครรภ์จะเริ่มรู้สึกปัสสาวะบ่อยขึ้นอีก  เพราะขนาดของทารกที่โตขึ้น และส่วนหัวของทารกเริ่มเข้าสู่อุ้งเชิงกราน มีการเบียดกระเพาะปัสสาวะใหม่อีกครั้ง

 

 

3.  อาการอ่อนเพลีย 

            สตรีตั้งครรภ์จะรู้สึกว่าอ่อนเพลียมากเห็นได้ชัดเจน  ตั้งแต่เริ่มตั้งครรภ์ใหม่ ๆ ซึ่งเกิดจากความเครียดของร่างกายในการปรับตัวจากการตั้งครรภ์  ต่อไปจะรู้สึกค่อย ๆ ดีขึ้น ดังนั้น สตรีตั้งครรภ์จึงควรมีเวลาพักผ่อนมากขึ้น มีเวลางีบหลับหรือพักผ่อนเป็นระยะ ๆ ในตอนกลางวันบ้าง

 

 

4.  อาการแพ้ท้อง 

            เมื่อเริ่มตั้งครรภ์  3  เดือนแรกจะมีอาการคลื่นไส้  อาเจียนง่าย  ประกอบกับมีอาการหิวบ่อยกว่าปกติ  เวลาหิวอาจมีอาการต้องการอาหารรุนแรงกว่าธรรมดาทั้งร่างกายและจิตใจ เช่น ใจสั่น มือสั่น และ อาการกระวนกระวาย หงุดหงิดง่าย จะสังเกตว่ามีความต้องการรับประทานอาหารบ่อยทุก 2-3 ช.ม. ถ้าไม่รับประทานอาหารเมื่อเริ่มหิว  ปล่อยไว้นาน ๆ จะมีอาการเวียนศีรษะและอาเจียนง่ายเมื่อรับประทาน

อาการแพ้ท้องปกติ จะเป็นใน 3 เดือนแรกของการตั้งครรภ์  อาการจะมากหรือน้อยเป็นคน ๆ ไป ไม่ทราบสาเหตุแน่นอน  แต่การพักผ่อนและการไม่ปล่อยให้ท้องว่างอาจช่วยได้  ถ้าเป็นมากอาจต้องใช้ยาช่วย

 

  

5.  อาการตกขาว 

            คือ การมีสารคัดหลั่งออกมาทางช่องคลอดมากกว่าธรรมดา  อาการนี้เกิดจากอิทธิพลของฮอร์โมนของการตั้งครรภ์ทำให้เลือดมาเลี้ยงบริเวณ อุ้งเชิงกรานและช่องคลอดมากขึ้น มีการเจริญและหลุดลอกของเซลล์ผิวในช่องคลอดมากขึ้น จึงมาตกขาวมาก  ซึ่งถือว่าปกติ  แต่ถ้าตกขาวนั้นมีสีเปลี่ยนไป เช่น เหลืองคล้ายหนอง สีออกเขียว  หรือมีกลิ่นผิดปกติ  หรือมีอาการคันแสบช่องคลอดร่วมด้วย แสดงว่ามีการอักเสบ  ต้องปรึกษาแพทย์

สตรีตั้งครรภ์มีภาวะโอกาสให้ เชื้อราเจริญง่ายขึ้น  ซึ่งเมื่อเป็นจะทำให้ตกขาวมากลักษณะเป็นน้ำหรือจับกันเป็นก้อนและมีอาการ คัน  จึงควรสังเกตดูและรีบรักษา เชื้อรานี้ไม่เป็นอันตรายต่อทารกในครรภ์แต่ทำให้รำคาญและโรคแทรกผสมโรง

 

 

6.  สีผิวเปลี่ยน 

            ปกติจะมีสีผิวคล้ำขึ้น  จะมีรอยดำคล้ำในบางแห่งโดยเฉพาะที่หัวนม  ลานหัวนม  และเส้นกลางท้อง  รักแร้  คอ  ใบหน้า  ขาหนีบ  บางคนมีผิวแห้ง  บางคนหน้ามันขึ้น  อาการเหล่านี้จะค่อย ๆ จางลงหลังคลอด

บางคนมี อาการผิวแตกเป็นลายที่หน้าท้อง  อาจมีอาการคันห้าท้อง เกิดจากหน้าท้องขยายเร็วจากการขยายตัวของมดลูกและความหนาของหน้าท้อง เพราะอ้วน  อาการเหล่านั้นจะเป็นมากเฉพาะรายไป  การป้องกันคือ  ให้ความชุ่มชื้นกับผิวหนังสม่ำเสมอ  ควบคุมน้ำหนักไม่ให้ขึ้นมากเกินไป ยาทาแก้คัน

 

 

 

7.  อาการท้องผูก 

            จากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนที่เกิดขึ้นขณะตั้งครรภ์จะทำให้ทางเดินอาหารทำ งานเคลื่อนไหวน้าอยลงกว่าธรรมดา ทำให้เกิดอาการท้องผูกได้  อาจทำให้มีท้องอืด  อึดอัดด้วย บางคนมีการไหลย้อนของกรดจากกระเพาะอาหารเข้าไปในหลอดอาหาร ทำให้เกิดอาการแสบร้อนที่หน้าอก

อาการท้องผูกจะเป็นมากในคนที่ไม่ ชอบรับประทานผัก-ผลไม้ ถ้ามีการถ่ายอุจจาระวันเว้นวันและไม่รู้สึกอึดอัดมาก ก็ไม่เป็นไร  แต่ถ้าท้องผูกมากกว่านั้น  วิธีการแก้ไขเบื้อต้น คือ รับประทานยาระบาย และระยะยาว คือ รับประทานผักผลไม้ทำให้มีกากอาหาร  อุจจาระจะได้ไม่แข็ง

ยาระบายควรเลือกชนิดที่ไม่ดูดซึมเข้าร่างกาย  จะได้มั่นใจว่าไม่ไปรบกวนทารกในครรภ์  การท้องผูกมาก ๆ ทำให้เป็นริดสีดวงทวาร และอาการแทรกซ้อนของริดสีดวงได้

  

 

8.  การมีเลือดออกตามไรฟัน 

            บางคนที่ตั้งครรภ์จะมีการงอกของเหงือกมากกว่าปกติ  เมื่อเคี่ยวอาหารบางครั้งไปโดนกระทบกระเทือนทำให้มีเลือดออกได้  แต่ในคนที่สุขภาพเหงือกและฟันไม่ดี  เช่น มีการอักเสบเหงือกอยู่ก่อนแล้วจากมีหินปูนเกาะก็ทำให้เลือดออกง่ายขึ้น ด้วย

ดังนั้นเมื่อมีอาการควรให้ทันต์แพทย์ตรวจดู  ถ้าไม่มีการอักเสบอะไร  จะได้สบายใจ  ถ้ามีหินปูนเกาะ  หรือเหงือกอักเสบก็รักษาได้ขณะตั้งครรภ์

  

 

9.  อาการปวดหลัง 

            เมื่อตั้งครรภ์หลายเดือนมากขึ้น  จะมีอาการปวดหลังได้  เนื่องจากน้ำหนักของทารกและมดลูกถ่วงที่ด้านหน้า ทำให้สมดุลของร่างกายเปลี่ยน หลังต้องรับน้ำหนักแอ่นกว่าธรรมดา ทำให้เกิดอาการปวดร้าวและปวดเกร็งขึ้นได้

นอกจากนี้ระหว่างการตั้ง ครรภ์  ข้อต่อของกระดูกสันหลังและกระดูกเชิงกราน  มีน้ำเข้าไปแทรกมากขึ้นจากอิทธิพลของฮอร์โมน  ก็ทำให้มีการยึดติดกันน้อยกว่าปกติ  การเคลื่อนไหวเร็วหรือรุนแรงจะทำให้เกิดอาการปวดได้ง่าย  จึงควรระวังเข้าไว้

การป้องกัน คือ  การออกกำลังบริหารร่างกายสม่ำเสมอตั้งแต่เริ่มตั้งครรภ์  การนั่งและยืน  ควรอยู่ในท่าที่ถูกสุขลักษณะ  คือ หลังตรง  ไหลตรง  ไม่นั่งหลังงอ  หรือห่อไหล  หลังคลอดแล้ว  อาการจะดีขึ้น

 

 

10.  อาการบวมที่มือ/เท้าและเส้นเลือดขอด 

            อิทธิพลของฮอร์โมนขณะตั้งครรภ์ทำให้มีการอมน้ำในอวัยวะต่างๆ  ของร่างกายมากขึ้น ที่ปลายมือ  หน้าแข้ง  และเท้า  มักเป็นส่วนที่ห้อยลงต่ำทำให้น้ำไหลลงมากองบริเวณนั้น  ทำให้รู้สึกบวมกว่าอวัยวะอื่น ๆ ยิ่งอายุครรภ์แก่มากขึ้นเท่าไร  อาการบวมจะมากขึ้น

นอกจากนั้นผนังเส้นเลือดดำซึ่งจะบีบไล่เลือดที่ ทำงานแล้ว กลับไปเข้าหัวใจก็จะขยายกว่าธรรมดาด้วย  ทำให้เกิดเส้นเลือดขอดได้  ถ้าไม่มากหรือไม่มีอาการเจ็บปวดก็ไม่เป็นไร  แต่ถ้าเป็นมาก  ควรแจ้งให้แพทย์ทราบเพื่อการแก้ไข

การป้องกัน  คือ การออกกำลังกายสม่ำเสมอ การสังเกตว่าบวมคือรู้สึกตึงที่อวัยวะนั้น เมื่อกดที่ผิวหนังแล้วปล่อยมีรอยบุ๋มค้างอยู่นาน ถ้ามือบวมมักจะรู้สึกตอนเช้าพอสาย ๆ อาการบวมจะทุเลา  อย่าพยายามฝืนกำมือแรงๆ ขณะที่บวมจะทำให้ข้อนิ้วมืออักเสบได้  ต่างกับที่ขาจะเป็นมากตอนบ่ายและเย็นตื่นเช้าจะทุเลามักบวมในคนที่นั่งหรือ ยืนนานๆมากกว่าคนที่เดินเคลื่อนไหวบ่อยๆ

อนึ่งอาการบวมก็เกิดจากโรค ครรภ์เป็นพิษด้วย  ดังนั้น  เมื่อฝากครรภ์แพทย์ก็จะคอยดูด้วยว่าบวมมากผิดปกติหรือเปล่า (ให้ดูเรื่องครรภ์เป็นพิษ)

 

  

11.  เปลี่ยนแปลงทางด้านจิตใจ 

            จากความไม่สบายต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น  อาจเป็นสาเหตุทำให้มีความเครียดขึ้นได้  และทำให้มีอาการอื่น ๆ ทางอารมณ์ออกมา เช่น  ความวิตกกังวล  ใจน้อย  อารมณ์เปลี่ยนแปลงง่าย  นอกจากนั้นอาจมีความเครียด  กังวลเรื่องการเจริญเติบโตของทารก  การคลอดและการเลี้ยงดูลูกที่จะเกิดขึ้นมา

การป้องกัน คือ  การเตรียมตัว  การศึกษาหาความรู้ตั้งแต่ก่อนตั้งครรภ์และตั้งครรภ์ใหม่  ๆ  การปรึกษาหารือและความช่วยเหลือกันในครอบครัว  รวมทั้งการได้รับการดูแลที่ดีจากแพทย์ขณะตั้งครรภ์

  

 

12. ตะคริว 

            มักจะเริ่มเป็นเมื่ออายูครรภ์เลย 20 สัปดาห์ขึ้นไป เกิดจากความล้าของกล้ามเนื้อประการหนึ่งและจากการขาด แคลเซี่ยมอีกประหนึ่ง มักเกิดที่น่องและมือ

การป้องกันคือการ บริหารร่างกายสม่ำเสมอ การรับประทานแคลเซี่ยมเสริมให้เพียงพอ แคลเซี่ยมมีมากในอาหารพวกนม ถั่ว ปลา เมื่อเป็นให้เกร็งข้อเท้าให้เท้ากระดกมาข้างหน้าเพื่อยืดกล้ามเนื้อน่องหรือ บีบนวดกล้ามเนื้อที่เกร็งเบาๆให้คลายตัว

  


13. อาการปวดที่ข้อมือด้านนิ้วโป้ง

            คือมีอาการเจ็บที่ข้อมือเมื่อเกร็งออกแรงนิ้วโป้งเวลายกของหรือเวลาบิดข้อ มือ มักเป็นมากชัดเจนตอนเช้า เกิดจากการบวมของเส้นเอ็น บริเวนข้อมือทำให้เกิดการเสียดสีมากกว่าปกติยิ่ง ถ้าฝืนเคลื่อนไหวออกแรงมากหรือบีบนวดมากจะยิ่งมีอาการมากและเป็นเรื้อรังได้ เมื่อหลังคลอดอาการจะดีขึ้นเอง

การปฏิบัติ คือถ้ามีอาการให้ออกแรงที่นิ้วโป้งหรือข้อมือข้างนั้นพอประมาณ ใช้ยาทาแก้ปวดลดบวมทานวดเบาๆ ได้

ขอขอบคุณภาพประกอบและบทความ : kapook

 
© Copyright 2001- ภาษาไทย ใช้ได้ดีกับ IE8, Chrome, Firefox 1024x768